ต้องถอนฟัน 20 ซี่ก่อนฉีดยากระดูกพรุนจริงไหม? เจาะลึกแนวทางปฏิบัติล่าสุดที่คุณแม่วัย 80 ต้องรู้
ต้องถอนฟัน 20 ซี่ก่อนฉีดยากระดูกพรุนจริงไหม? เจาะลึกแนวทางปฏิบัติล่าสุดที่คุณแม่วัย 80 ต้องรู้
“หมอครับ/คะ คุณแม่เพิ่งตรวจเจอว่ากระดูกพรุน หมอบอกว่าต้องให้ยาฉีดที่ชื่อว่า Denosumab หรือยาทานกลุ่ม Bisphosphonate แต่ก่อนเริ่มยา คุณหมอทันตแพทย์บอกว่าต้องถอนฟันที่คุณแม่มีปัญหาออกเกือบทั้งปาก รวมแล้ว 20 ซี่! สงสารคุณแม่มากเลยครับ มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
นี่คือความกังวลใจของคุณจริยพร (นามสมมติ) ที่ส่งคำถามมาหาหมอด้วยความร้อนใจครับ เป็นเรื่องที่หมอกระดูกและข้ออย่างหมอเจอเป็นประจำ เมื่อเราต้องทำงานร่วมกับคุณหมอฟันเพื่อวางแผนการรักษาคุณแม่ที่มีภาวะกระดูกพรุนรุนแรงในวัย 80 ปี วันนี้หมอจะขออธิบายข้อเท็จจริงตาม Guideline (แนวทางปฏิบัติ) ทางการแพทย์ล่าสุดให้ฟังแบบเข้าใจง่ายที่สุดครับ
ความจริง: ยารักษากระดูกพรุน กับ "โรคกระดูกกรามตาย"
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนครับว่า ยาทั้งสองกลุ่มที่คุณแม่จะได้รับ (Bisphosphonate และ Denosumab) มีคุณสมบัติชั้นยอดในการ "หยุดยั้ง" ไม่ให้กระดูกสลายตัว ช่วยลดโอกาสสะโพกหักหรือหลังหักในผู้สูงอายุได้มหาศาล
แต่ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงที่พบได้น้อย (ประมาณ 1 ใน 1,000 หรือ 1 ใน 10,000 สำหรับกลุ่มรักษากระดูกพรุนทั่วไป) คือภาวะ "กระดูกกรามตายจากการขาดเลือด" (MRONJ) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อคนไข้ที่รับยาเหล่านี้อยู่ "มีการทำหัตถการรุนแรงที่ขากรรไกร" เช่น การถอนฟันหรือฝังรากเทียมในขณะที่ยาออกฤทธิ์อยู่ ทำให้แผลไม่หายและกระดูกกรามเกิดการเน่าตายครับ
ต้องถอนถึง 20 ซี่เลยหรือ? (ภาษาชาวบ้าน)
คำถามของคุณจริยพรที่ว่า "ต้องถอนออกเกือบหมด 20 ซี่จริงไหม?" หมอขออธิบายแยกเป็น 2 ประเด็นครับ
- ฟันซี่ที่ "เสีย" อยู่แล้ว: หากฟันทั้ง 20 ซี่นั้น มีอาการผุรุนแรง มีการติดเชื้อที่รากฟัน หรือเป็นโรคเหงือกขั้นรุนแรงที่ "เก็บไว้ไม่ได้" คุณหมอฟันมักแนะนำให้ "เคลียร์ปาก" ให้จบก่อนเริ่มยาครับ เพราะหากเริ่มยาไปแล้วแล้วฟันพวกนี้เกิดอักเสบขึ้นมาจนต้องถอน "ภายหลัง" ความเสี่ยงที่กระดูกกรามจะเน่าจะสูงขึ้นมากครับ
- ฟันซี่ที่ยังดีอยู่: หากฟันซี่ไหนยังแข็งแรงดี รากฟันมั่นคง "ไม่จำเป็นต้องถอนครับ" แนวทางล่าสุดไม่ได้ระบุว่าต้องถอนฟันดีๆ ทิ้งเพื่อป้องกันโรคครับ
สรุปคือ: คุณหมอฟันไม่ได้ถอนเพราะ "จะให้ยา" แต่ท่านอาจจะตรวจพบว่าฟันทั้ง 20 ซี่นั้นมีปัญหาแฝงอยู่ ซึ่งถ้าเก็บไว้จะเป็น "ระเบิดเวลา" ในอนาคตเมื่อคุณแม่เริ่มยาไปแล้วครับ
แนวทางปฏิบัติล่าสุด (Guideline Update)
ตามแนวทางของสมาคมศัลยศาสตร์ขากรรไกรและใบหน้า (AAOMS) และแนวทางรักษาโรคกระดูกพรุนปี 2024-2025 มีคำแนะนำดังนี้ครับ:
- ก่อนเริ่มยา (Pre-treatment): ควรตรวจสุขภาพช่องปากให้เรียบร้อย หากมีฟันซี่ไหนต้องถอน ให้ถอนให้เสร็จและ "รอให้แผลหายสนิท" (ประมาณ 4-6 สัปดาห์) ก่อนที่จะเริ่มฉีดยาหรือกินยาครั้งแรก
- ระหว่างรับยา: หากจำเป็นต้องถอนฟันจริงๆ ปัจจุบันไม่แนะนำให้หยุดยากระดูกพรุน (Drug Holiday) ก่อนถอนฟันในกลุ่มคนไข้กระดูกพรุนทั่วไป เพราะยาอยู่ในกระดูกนานมาก การหยุดยาชั่วคราวไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยง แต่การรักษาสุขอนามัยช่องปากสำคัญที่สุด
- กลุ่มเสี่ยงสูง: คุณแม่อายุ 80 ปี ถือเป็นกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษเรื่องการหายของแผล หมอจึงมักจะเข้มงวดเรื่องการเคลียร์ช่องปากก่อนเริ่มยาครับ
มีการรักษาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ไหม?
หากคุณแม่และครอบครัวกังวลเรื่องการถอนฟันจำนวนมาก หมอแนะนำทางเลือกดังนี้ครับ:
- ขอความเห็นที่สอง (Second Opinion): ลองปรึกษาคุณหมอฟันเฉพาะทางด้านรักษารากฟัน หรือโรคเหงือกดูว่า ฟัน 20 ซี่นั้นพอจะ "รักษา" (เช่น อุดฟัน หรือรักษาราก) แทนการถอนได้ไหม เพื่อลดจำนวนการถอนลง
- การรักษาฟันแบบประคับประคอง: หากซี่ไหนไม่ติดเชื้อรุนแรง อาจจะใช้วิธีทำความสะอาดและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด แทนการถอนล่วงหน้าทั้งหมด (แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงหากต้องมาถอนภายหลัง)
- การเลือกใช้ยา: ปัจจุบันมียากลุ่มใหม่ๆ (เช่น Teriparatide) ซึ่งเป็นยาช่วย "สร้าง" กระดูก ยากลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อกระดูกกรามตายน้อยกว่ากลุ่ม Bisphosphonate มากครับ แต่อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าและต้องฉีดทุกวัน ลองปรึกษาคุณหมอกระดูกที่ดูแลคุณแม่ดูนะครับ
พยากรณ์โรค: การจัดการความเสี่ยง
หากคุณแม่ได้รับการเคลียร์ปากเรียบร้อยและเริ่มยากระดูกพรุน โอกาสที่จะเกิดกระดูกกรามตายนั้น "ต่ำมาก" ครับ และผลดีจากการที่กระดูกคุณแม่แข็งแรงขึ้น ไม่หักง่าย จะช่วยให้คุณแม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี เดินได้ และอยู่กับลูกหลานไปได้นานๆ โดยไม่ต้องนอนติดเตียงจากสะโพกหักครับ
สรุป
การถอนฟัน 20 ซี่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนวัย 80 ครับ หมอแนะนำให้คุณจริยพร "ขอคุยกับคุณหมอฟันอีกครั้ง" เพื่อแยกแยะว่าซี่ไหนต้องถอนเพราะ "ฟันเสีย" และซี่ไหนพอจะเก็บได้ หากฟันดีหมอไม่แนะนำให้ถอนทิ้งครับ การรักษาสมดุลระหว่าง "ฟันที่ใช้งานได้" กับ "ความปลอดภัยจากยากระดูกพรุน" คือเป้าหมายสูงสุดของการรักษาในครั้งนี้ครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#กระดูกพรุน #ถอนฟันก่อนให้ยากระดูกพรุน #Bisphosphonate #Denosumab #กระดูกกรามตาย #MRONJ #สุขภาพผู้สูงอายุ #หมอเก่ง #กระดูกและข้อ #ทันตกรรมในคนไข้กระดูกพรุน
References
- American Association of Oral and Maxillofacial Surgeons (AAOMS) (2024). Position Paper on Medication-Related Osteonecrosis of the Jaw—2024 Update. (สรุป: แนวทางปฏิบัติสากลล่าสุดเรื่องการจัดการคนไข้ที่ได้รับยากระดูกพรุนและการทำหัตถการทางทันตกรรม)
- International Osteoporosis Foundation (IOF) (2025). Bone Health and Dental Care: A Consensus Report. (สรุป: รายงานความร่วมมือระหว่างหมอกระดูกและหมอฟันในการวางแผนการรักษาคนไข้สูงอายุที่ต้องได้รับยาต้านการสลายกระดูก)
- Journal of Bone and Mineral Research (2024). Risk of MRONJ in Osteoporosis Patients: A Population-Based Study. (สรุป: งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงของกระดูกกรามตายในคนไข้กระดูกพรุนทั่วไปนั้นต่ำมากเมื่อเทียบกับคนไข้โรคมะเร็ง)
- Thai Osteoporosis Foundation (TOPF) (2023). Clinical Practice Guideline for the Management of Osteoporosis.(สรุป: แนวทางการรักษาโรคกระดูกพรุนของประเทศไทยที่ระบุขั้นตอนการประสานงานกับทันตแพทย์ก่อนเริ่มยา)
- Adler RA, et al. (2025). Managing Osteoporosis Patients at Risk for Osteonecrosis of the Jaw. New England Journal of Medicine. (สรุป: การทบทวนวรรณกรรมเรื่องความปลอดภัยในการใช้ยาฉีด Denosumab และการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างถูกวิธี)
Comments
Post a Comment